เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยคิดว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นแค่เรื่องจุกจิกหลังบ้านที่ปล่อยให้ฝ่ายบัญชีจัดการไปตามความเคยชิน จ่ายเงินเท่าไหร่ก็หักไปตามที่เคยทำมา โดยไม่เคยย้อนกลับไปเช็คว่าอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้อยู่นั้นถูกต้องตามประเภทรายจ่ายจริงหรือเปล่า ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ แบบนี้เองที่สะสมนานเข้า อาจกลายเป็นเบี้ยปรับภาษีก้อนใหญ่ที่เจ้าของธุรกิจไม่ทันตั้งตัว
จุดที่คนทำบัญชีมือใหม่มักจำสลับกันบ่อยที่สุดคือความแตกต่างระหว่างค่าซื้อสินค้ากับค่าบริการเพราะการซื้อสินค้าทั่วไปไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเลย แต่ถ้าเป็นค่าจ้างทำของหรือค่าบริการ ต้องหักในอัตรา 3% แล้วออกใบ 50 ทวิให้ผู้รับเงินทุกครั้งเป็นหลักฐาน จากนั้นนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.53ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หากแยกประเภทรายจ่ายผิดตั้งแต่ต้น ตัวเลขที่ผิดจะไหลต่อเนื่องไปทุกเดือนโดยไม่มีใครรู้ตัว
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าบริการ vs ค่าซื้อของ เบี้ยปรับภาษีที่ต้องรู้
ลองนึกภาพธุรกิจที่จ่ายค่าจ้างทำเว็บไซต์เดือนละ 20,000 บาท ถ้าเข้าใจผิดว่าเป็นการซื้อของและไม่หักภาษีเลย เมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังจะพบว่าอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ควรหักไว้ 3% ต่อเดือนนั้นขาดหายไปตลอดทั้งปี และธุรกิจในฐานะผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชอบนำส่งภาษีส่วนที่ขาดไปเองก่อน พร้อมเบี้ยปรับภาษีและเงินเพิ่มที่คิดสะสมทุกเดือนนับจากวันที่ควรนำส่ง
จุดสังเกตง่าย ๆ ที่ช่วยแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันคือ ถ้าเราเป็นฝ่ายซื้อวัสดุหรือสินค้าเอง แล้วจ้างอีกฝ่ายแค่ “แรงงาน” หรือ “ฝีมือ” ในการทำให้ นั่นคือค่าจ้างทำของ ต้องหัก 3% แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนจัดหาวัสดุเองทั้งหมดแล้วขายเป็นชิ้นงานสำเร็จ นั่นคือการซื้อขายสินค้าตามปกติ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือกรณีจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า หากเราซื้อผ้าเองแล้วจ้างเย็บ ถือเป็นค่าจ้างทำของ แต่ถ้าอีกฝ่ายซื้อผ้าเองด้วย จะกลายเป็นการซื้อสินค้าทันที
นอกจากค่าบริการทั่วไปที่หัก 3% แล้ว รายจ่ายแต่ละประเภทยังมีอัตราหักที่ต่างกันไปอีก เช่น ค่าเช่าทรัพย์สินหัก 5% ค่าโฆษณาหัก 2% และดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างนิติบุคคลหัก 1% การจดจำผิดแม้เพียงประเภทเดียวแต่เกิดขึ้นซ้ำทุกเดือนตลอดทั้งปี จะกลายเป็นความเสียหายสะสมที่มากกว่าที่คิด เพราะเมื่อถูกตรวจพบ เจ้าของธุรกิจต้องออกเงินจ่ายภาษีส่วนที่ขาดไปก่อนด้วยเงินของกิจการเอง แล้วค่อยไปตามเก็บคืนจากคู่ค้าในภายหลัง ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้เลย
สิ่งที่ป้องกันปัญหานี้ได้ดีที่สุดไม่ใช่การจำอัตราภาษีให้แม่นเพียงอย่างเดียว แต่คือการวางระบบเอกสารให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินต้องระบุให้ชัดในสัญญาหรือใบแจ้งหนี้ว่าเป็น “ค่าสินค้า” หรือ “ค่าบริการ” แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ปะปนกันในบิลเดียว เพราะถ้าแยกไม่ชัด สรรพากรมักตีความให้หักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดทั้งหมด นอกจากนี้ควรมีการสอบทานรายการหัก ณ ที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือน ไม่ใช่รอให้ถึงสิ้นปีแล้วค่อยมาไล่ตรวจ เพราะยิ่งพบความผิดพลาดเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งจ่ายเบี้ยปรับและเงินเพิ่มน้อยลงเท่านั้น
สรุปแล้ว เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของธุรกิจ แต่ความผิดพลาดเพียงจุดเดียวที่เกิดซ้ำทุกเดือน สามารถกลายเป็นภาระก้อนโตได้ทันทีที่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังทั้งภาษีที่ต้องนำส่งเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีที่คิดสะสมรายเดือน และเวลาที่ต้องเสียไปกับการแก้ไขเอกสารทั้งปี หากไม่มั่นใจว่าระบบเอกสารและการแยกประเภทรายจ่ายของธุรกิจตัวเองถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ การให้ทีมรับทำบัญชีที่เข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ช่วยตรวจทานตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเจอค่าปรับโดยไม่รู้ตัวได้มากกว่าการแก้ปัญหาทีหลัง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแยกตามประเภทรายจ่าย (ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าซื้อสินค้า) accountingpk.com: https://www.accountingpk.com/blog/post/23/withholding-tax/
- หลักเกณฑ์ความรับผิดของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายที่หักไม่ครบหรือไม่ได้หัก (เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน) กรมสรรพากร: https://www.rd.go.th/3564.html
- วิธีคำนวณเบี้ยปรับและขั้นตอนแก้ไขกรณียื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายผิดพลาดหรือขาด FlowAccount: https://flowaccount.com/blog/correct-mistakes-tax-deduction-wht/
